จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

วิชา ฐานข้อมูลเบื้องต้น

แบบฝึกหัดบทที่  4 

1.  โครงสร้างข้อมูลเชิงสัมพันธ์ประกอบด้วยอะไรบ้าง  จงอธิบาย
      
     1. ตารางเรคคอร์ดและฟิลด์ ข้อมูลต่างๆ ในฐานข้อมูลจะถูกจัดเก็บและนำเสนอในรูปแบบของตาราง โดยในตารางหนึ่งๆ จะจัดเก็บรวบรวมข้อมูลประเภทเดียวกันเข้าไว้ด้วยกัน ในแต่ละแถวและคอลัมน์ ซึ่งในศัพท์ของฐานข้อมูลจะเรียกฟิลด์

     2. ดรรชนี ถ้าตารางข้อมูลมีนักศึกษาเก็บอยู่จำนวนมากการที่จะค้นหาข้อมูลที่ต้องการของนักศึกษาคนใดคนหนึ่งจะต้องเสียเวลาอย่างมาก เพราะจะต้องทำการค้นทีละเรคคอร์ด ในตารางไปจนกว่าจะครบ ข้อมูลของนักศึกษาที่ต้องการ เพื่อช่วยให้การค้นหาข้อมูลที่ต้องการทำได้รวดเร็ว

     3. ความสัมพันธ์ของตารางฐาน ข้อมูลแบบตารางสัมพันธ์ส่วนใหญ่แล้ว จะประกอบไปด้วยตารางข้อมูลต่างๆ หลายตาราง แต่ละตารางจะมีความสัมพันธ์กันในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง


2.  คุณสมบัติในการการจัดเก็บข้อมูลของรีเลชั่นมีอะไรบ้าง

ตอบ  1.  ข้อมูลในแต่ละแถวจะไม่ซ้ำกัน
       
          2. การเรียงลำดับของข้อมูลในแต่ละแถวไม่เป็นสาระสำคัญ

          3. การเรียงลำดับของ Attribute จะเรียงลำดับก่อนหลัง

         4. คำของข้อมูลในแต่ละ Attribute ของ Tuple หนึ่ง ๆ จะบรรจุข้อมูลได้เพียงค่าเดียว

         5. ค่าของข้อมูลในแต่ละ Attribute จะบรรจุค่าของข้อมูลประเภทเดียว


3.  รีเลชั่นประกอบด้วยคีย์ประเภทต่างๆ  อะไรบ้าง  จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างประกอบประเภทดังกล่าว

ตอบ  1. คีย์หลัก (Primary Key) เป็น Attribute ที่มีคุณสมบัติของข้อมูลที่มีค่าเป็นเอกลักษณ์ หรือไม่มีค่าซ้ำกัน โดยคุณสมบัตินั้นจะสามารถระบุว่าข้อมูลนั้นเป็นของ Tuple ใด เช่น รหัสนักศึกษา หรือเลขที่บัตรประชาชน ซึ่งจะต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นคีย์หลักขึ้นมา

         2. คีย์ผสม (Composite Key) เป็นการนำฟิลด์ตั้งแต่ 2 ฟิลด์ขึ้นไปมารวมกัน เพื่อให้มีคุณสมบัติเป็น Primary Key เนื่องจากหากใช้ฟิลด์ใดฟิลด์หนึ่งเป็น PK จะส่งผลให้ข้อมูลในแต่ล่ะเรคอร์ดซ้ำซ้อนได้ เช่น รีเลชั่นใบส่งของ (Invoice) มีคีย์ คือ แอทริบิวต์เลขที่ใบส่งของ และแอทริบิวต์รหัสสินค้า เพราะใบส่งของแต่ละใบจะมีรายการสินค้าบรรจุในใบส่งของได้มากกว่า 1 รายการ ดังนั้นถ้าใช้แอทริบิวต์เลขที่ใบส่งของเพียงตัวเดียวจะไม่สามารถแยกความแตกต่างแต่ละ Tuple ได้

       3. คีย์คู่แข่ง (Candidates Key) ในแต่ละ Relation อาจมี Attribute ที่ทำหน้าที่เป็นคีย์หลักได้มากกว่าหนึ่ง Attribute โดยเรียก Attribute เหล่านี้ว่า คีย์คู่แข่ง (Candidates Key) เช่น นักศึกษาแต่ละคนมี รหัสประจำตัวนักศึกษา และ รหัสประจำตัวบัตรประชาชน โดยปกติแล้วจะเลือก Candidates Key ที่สั้นที่สุดเป็น Primary Key

      4. คีย์นอก (Foreign Key) คือคีย์ซึ่งประกอบด้วยแอทริบิวต์หรือกลุ่มของแอทริบิวต์ในรีเลชันหนึ่งซึ่งมีคุณสมบัติเป็นคีย์หลัก และไปปรากฎอีกรีเลชันหนึ่ง เพื่อประโยชน์ในการเชื่อมโยงข้อมูลซึ่งกันและกัน เช่น ฐานข้อมูลของธนาคารแห่งหนึ่งประกอบด้วย 2 ตาราง คือ 1. ตารางบัญชีที่ลูกค้าเปิด (เลขประจำตัวลูกค้า, ชื่อ - นามสกุลและประเภทของบัญชี) 2. ตารางลูกค้า (เลขประจำตัวลูกค้า, ชื่อ - นามสกุล และที่อยู่) หากต้องการทราบว่าลูกค้ารายหนึ่งเปิดบัญชีใดบ้าง ก็เชื่อมโยงข้อมูล 2 ตารางเข้าด้วยกัน โดยใช้เลขประจำตัวลูกค้าเป็น Foreign Key

4.  Null หมายถึงอะไรใน Relational Database

    ตอบ  หมายถึง  ไม่ทราบค่าข้อมูลที่รู้แน่ชัด เราสามารถกำหนดกำหนดให้หาค่าของคอลัมน์ใดๆเป็น 
                             
                              Null ได้ 

5.  เหตุใดจึงต้องมีการนำ Integrity rule มาใช้ในฐานข้อมูล

   ตอบ  เพราะฐานข้อมูลไม่สามารถรู้ได้เองว่าข้อมูลที่เก็บอยู่นั้นสอดคล้องกับความเป็นจริงหรือไม่ เราจึงต้องบอกให้ฐานข้อมูลรู้ด้วยสิ่งที่เรียกว่า กฎการควบคุมความถูกต้องของข้อมูล

6.  ความสัมพันธ์ระหว่างรีเลชั่นมีกี่ประเภท อะไรบ้าง จงยกตัวอย่างประกอบ

 ตอบ ความสัมพันธ์ระหว่างรีเลชั่น แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
              1. One to One Relationship (1 - 1) เช่น อาจารย์ กับ คณะ คือ แต่ละคณะจะมีอาจารย์ที่เป็นคณบดีได้คนเดียวเท่านั้น
              2. One to Many Relationship (1 - M) เช่น ลูกค้า กับ ใบสั่งซื้อ คือ ลูกค้าหนึ่งคนมีใบสั่งซื้อได้หลายใบ และใบสั่งซื้อแต่ละใบจับคู่กับลูกค้าได้เพียงคนเดียว
              3. Many to Many Relationship (M - M) เช่น สินค้า กับ ใบสั่งซื้อ คือ สินค้า 1 ชนิด ถูกสั่งตามใบสั่งซื้อได้หลายใบ และใบสั่งซื้อ 1 ใบ สามารถสั่งสินค้าได้หลายชนิด

วันอาทิตย์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

วิชา ฐานข้อมูลเบื้องต้น

แบบฝึกหัดท้ายบทที่  3


1.      การแบ่งสถาปัตยกรรมของฐานข้อมูลออกเป็น 3 ระดับ มีไว้เพื่อ
    วัตถุประสงค์ใดเป็นสำคัญ
ตอบ  มีไว้เพื่อแยกมุมมองเฉพาะของผู้ใช้งานออกจากวิธีการจัดเก็บข้อมูลจริงบนสื่อบันทึกข้อมูล


2. ความเป็นอิสระของข้อมูลมีบทบาทสำคัญอย่างไรต่อการจัดการฐานข้อมูล
จงอธิบาย
ตอบ  เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่ระดับใดก็ตาม จะไม่มีผลกระทบทำให้ระดับที่อยู่เหนือกว่าต้องทำการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตามไปด้วย
3. ปัญหาที่สำคัญของ Hierarchical Model คืออะไร และเหตุใด Hierarchical Model จึงไม่สามารถลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลได้ทั้งหมด
ตอบ  Record ที่อยู่ด้านบนของโครงสร้างหรือพ่อ (Parent Record) นั้นสามารถมีลูกได้มากกว่าหนึ่งคนแต่ลูก (Child Record) จะไม่สามารถมีพ่อได้มากกว่า 1 คนได้
4. เหตุใด Network Model ซึ่งสามารถแก้ปัญหาความซ้ำซ้อนของข้อมูลได้จึงไม่เหมาะกับการนำมาใช้งาน
ตอบ  เพราะ  Network  Model  สามารถมีต้นกำเนิดของข้อมูลได้มากกว่า 1 และยินยอมให้ระดับชั้นที่อยู่เหนือกว่าจะมีได้หลายแฟ้มข้อมูลถึงแม้ว่าระดับชั้นถัดลงมาจะมีเพียงแฟ้มข้อมูลเดียว


5. สิ่งที่ทำให้ Relational Model ได้รับความนิยมอย่างมากคืออะไร จงอธิบาย

ตอบ  ป้องกันข้อมูลถูกทำลายหรือแก้ไขได้ดี เนื่องจากโครงสร้างแบบสัมพันธ์นี้ผู้ใช้จะไม่ทราบว่าการเก็บข้อมูลในฐานข้อมูลอย่างแท้จริงเป็นอย่างไร จึงสามารถป้องกันข้อมูลถูกทำลายหรือแก้ไขได้


วันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

คำศัพท์เพิ่มเติม



Skype เป็นโปรแกรมโทรศัพท์ผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ท โดยสามารถทำการโทรเข้า และโทรออกระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ ไปยัง เครื่องคอมพิวเตอร์ (PC <-> PC) หรือการโทรจากเครื่องคอมพิวเตอร์ ไปยัง โทรศัพท์พื้นฐานตามบ้านทั่วไป (PC <-> Phone) รวมทั้งการโทรไปยังปลายทางที่เป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบมือถือด้วยเช่นกัน ที่สำคัญตัวโปรแกรมเองสามารถรับ-ส่งไฟล์ Chat รวมถึงโหมดวิดีโอที่สามารถมองเห็นภาพคู่สนทนาผ่านทางกล้องได้


 
 


โทโปโลยี (LAN Topology)


โทโปโลยี คือ ลักษณะทางกายภาพ (ภายนอก) ของระบบเครือข่าย ซึ่งหมายถึง ลักษณะของการเชื่อมโยงสายสื่อสารเข้ากับอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องคอมพิวเตอร์ ภายในเครือข่ายด้วยกันนั่นเอง โทโปโลยีของเครือข่าย LAN แต่ละแบบมีความเหมาะสมในการใช้งาน แตกต่างกันออกไป การนำไปใช้จึงมีความจำเป็นที่เราจะต้องทำการศึกษาลักษณะและคุณสมบัติ ข้อดีและข้อเสียของโทโปโลยีแต่ละแบบ เพื่อนำไปใช้ในการออกแบบพิจารณาเครือข่าย ให้เหมาะสมกับการใช้งาน รูปแบบของโทโปโลยี ของเครือข่ายหลัก ๆ มีดังต่อไปนี้

1.โทโปโลยีแบบบัส (BUS)

     เป็นรูปแบบที่ เครื่องคอมพิวเตอร์จะถูกเชื่อมต่อกันโดยผ่ายสายสัญญาณแกนหลัก ที่เรียกว่า BUS หรือ แบ็คโบน (Backbone) คือ สายรับส่งสัญญาณข้อมูลหลัก ใช้เป็นทางเดินข้อมูลของทุกเครื่องภายในระบบเครือข่าย และจะมีสายแยกย่อยออกไปในแต่ละจุด เพื่อเชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ ซึ่งเรียกว่าโหนด (Node) ข้อมูลจากโหนดผู้ส่งจะถูกส่งเข้าสู่สายบัสในรูปของแพ็กเกจ ซึ่งแต่ละแพ็กเกจจะประกอบไปด้วยข้อมูลของผู้ส่ง, ผู้รับ และข้อมูลที่จะส่ง การสื่อสารภายในสายบัสจะเป็นแบบ 2 ทิศทางแยกไปยังปลายทั้ง 2 ด้านของ บัส โดยตรงปลายทั้ง 2 ด้านของบัส จะมีเทอร์มิเนเตอร์ (Terminator) ทำหน้าที่ลบล้างสัญญาณที่ส่งมาถึง เพื่อป้องกันไม่ให้สัญญาณข้อมูลนั้นสะท้อนกลับ เข้ามายังบัสอีก เพื่อเป็นการป้องกันการชนกันของข้อมูลอื่น ๆ ที่เดินทางอยู่บนบัสในขณะนั้น   

2.โทโปโลยีแบบวงแหวน (RING)

เป็นรูปแบบที่ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบเครือข่าย ทั้งเครื่องที่เป็นผู้ให้บริการ( Server) และ เครื่องที่เป็นผู้ขอใช้บริการ(Client) ทุกเครื่องถูกเชื่อมต่อกันเป็นวงกลม ข้อมูลข่าวสารที่ส่งระหว่างกัน จะไหลวนอยู่ในเครือข่ายไปใน ทิศทางเดียวกัน โดยไม่มีจุดปลายหรือเทอร์มิเนเตอร์เช่นเดียวกับเครือข่ายแบบ BUS ในแต่ละโหนดหรือแต่ละเครื่อง จะมีรีพีตเตอร์ (Repeater) ประจำแต่ละเครื่อง 1 ตัว ซึ่งจะทำหน้าที่เพิ่มเติมข้อมูลที่จำเป็นต่อการติดต่อสื่อสารเข้าในส่วนหัวของแพ็กเกจที่ส่ง และตรวจสอบข้อมูลจากส่วนหัวของ Packet ที่ส่งมาถึง ว่าเป็นข้อมูลของตนหรือไม่ แต่ถ้าไม่ใช่ก็จะปล่อยข้อมูลนั้นไปยัง Repeater ของเครื่องถัดไป

3.โทโปโลยีแบบดาว (STAR)

    เป็นรูปแบบที่ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกันในเครือข่าย จะต้องเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ตัวกลางตัวหนึ่งที่เรียกว่า ฮับ (HUB) หรือเครื่อง ๆ หนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการเชื่อมต่อสายสัญญาญที่มาจากเครื่องต่าง ๆ ในเครือข่าย และควบคุมเส้นทางการสื่อสาร ทั้งหมด เมื่อมีเครื่องที่ต้องการส่งข้อมูลไปยังเครื่องอื่น ๆ ที่ต้องการในเครือข่าย เครื่องนั้นก็จะต้องส่งข้อมูลมายัง HUB หรือเครื่องศูนย์กลางก่อน แล้ว HUB ก็จะทำหน้าที่กระจายข้อมูลนั้นไปในเครือข่ายต่อไป

4.โทโปโลยีแบบ Hybrid
เป็นรูปแบบใหม่ ที่เกิดจากการผสมผสานกันของโทโปโลยีแบบ STAR , BUS , RING เข้าด้วยกัน เพื่อเป็นการลดข้อเสียของรูปแบบที่กล่าวมา และเพิ่มข้อดี ขึ้นมา มักจะนำมาใช้กับระบบ WAN (Wide Area Network) มาก ซึ่งการเชื่อมต่อกันของแต่ละรูปแบบนั้น ต้องใช้ตัวเชื่อมสัญญาญเข้ามาเป็นตัวเชื่อม ตัวนั้นก็คือ Router เป็นตัวเชื่อมการติดต่อกัน

5.โทโปโลยีแบบ MESH

           เป็นรูปแบบที่ถือว่า สามารถป้องกันการผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นกับระบบได้ดีที่สุด เป็นรูปแบบที่ใช้วิธีการเดินสายของแต่เครื่อง ไปเชื่อมการติดต่อกับทุกเครื่องในระบบเครือข่าย คือเครื่องทุกเครื่องในระบบเครือข่ายนี้ ต้องมีสายไปเชื่อมกับทุก ๆ เครื่อง ระบบนี้ยากต่อการเดินสายและมีราคาแพง จึงมีค่อยมีผู้นิยมมากนัก

ที่มา :  http://www.rayongwit.ac.th/comcen09/network/topology.htm

------ - -- -  --  - - - - - - -- - - -  - -- - -  - -- - - - - - - -  -- - - - - - - - - -  -- - - - - - - - - -  - -- - - - - - - --  - - -- -
มาตรฐาน Wireless

 IEEE 802.3
             IEEE 802.3  ชื่อมาตรฐานของ เทคโนโลยีเครือข่าย LAN ที่นิยมใช้งานกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน มีอุปกรณ์สนับสนุนเพื่อใช้งานเครือข่ายมากที่สุดในท้องตลาด ใช้งาน Media Access Method แบบ CSMA/CD ต่อมาได้พัฒนาโดยนำมาใช้กับโทโปโลยีแบบ ดาว (Star) โดยมีอุปกรณ์ฮับเป็นจุดรวมของสัญญาณ เพื่อกระจายสัญญาณไปยังเครือข่าย เทคโนโลยีอีเธอร์เน็ตสามารถเชื่อมต่อได้หลายรูปแบบ เช่น 10Base5 , 10Base2 , 10BaseT


            IEEE 802.5
            เครือข่ายที่ใช้โทโปโลยีแบบ Ring (ในที่นี้หมายถึงกายภาพ) จะมีการเชื่อมโยงเป็นแบบจุดต่อจุด (Point-to-Point) ต่อกันเป็นวง นิยมใช้กันทั้งในเครือข่ายระดับท้องถิ่น(LAN)และระดับข้ามประเทศ(WAN) สามารถใช้ได้กับสายสื่อสารที่เป้นสายเกลียวคุ่ สายโคแอกเชียล และสายไฟเบอร์ออปติก นอกจากนั้นเครือข่าย แบบ RING ยังใช้สื่อสารได้ทั้งสัญญาณแบบเบสแบนด์และแบบบรอดแบนด์ สามารถทำการส่ง-รับข้อมูลได้ดีทั้ง ในเลเยอร์ระดับบนและระดับล่างด้วยเหตุผลต่าง ๆ นี้เองบริษัทยักใหญ่อย่าง IBM จึงเลือกโทโปโลยีแบบ Ring เป็นโทโปโลยีสำหรับเครือข่าย LAN ของระบบสื่อสารข้อมูลของเครื่อง IBM นอกจากนี้องค์กร IEEE ยังบรรจุ มาตรฐานการสื่อสารในเครือข่าย LAN แบบ Ring ลงในมาตรฐาน IEEE 802 ซึ่งมีชื่อเรียกว่า "มาตรฐาน IEEE 802.5"
 
 
IEEE 802.11           IEEE 802.11 คือ มาตรฐานการรับ-ส่ง ข้อมูล ไร้สาย โดยอาศัย คลื่นความถี่ ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2540 โดยสถาบัน IEEE (The Institute of Electronics and Electrical Engineers) และได้รับการปรับปรุงพัฒนาเพื่อให้มีมาตฐานและศักยภาพสูงขึ้น


 
IEEE 802.11a
มาตรฐาน IEEE 802.11a ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า OFDM (Orthogonal Frequency Division Multiplexing) เพื่อปรับปรุงความสามารถของอุปกรณ์ให้รับส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูงสุดที่ 54 Mbps แต่จะใช้คลื่นวิทยุที่ความถี่ 5 GHz ซึ่งเป็นย่านความถี่สาธารณะสำหรับใช้งานในประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีสัญญาณรบกวนจากอุปกรณ์อื่นน้อยกว่าในย่านความถี่ 2.4 GHz อย่างไรก็ตามข้อเสียหนึ่งของมาตรฐาน IEEE 802.11a ที่ใช้คลื่นวิทยุที่ความถี่ 5 GHz ก็คือในบางประเทศย่านความถี่ดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้งานได้อย่างสาธารณะ ตัวอย่างเช่น ประเทศไทยไม่อนุญาตให้มีการใช้งานอุปกรณ์ IEEE 802.11a เนื่องจากความถี่ย่าน 5 GHz ได้ถูกจัดสรรสำหรับกิจการอื่นอยู่ก่อนแล้ว นอกจากนี้ข้อเสียอีกอย่างหนึ่งของอุปกรณ์ IEEE 802.11a WLAN ก็คือรัศมีของสัญญาณมีขนาดค่อนข้างสั้น

IEEE 802.11b
มาตรฐาน  ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า CCK (Complimentary Code Keying) ผนวกกับ DSSS (Direct Sequence Spread Spectrum) เพื่อปรับปรุงความสามารถของอุปกรณ์ให้รับส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูงสุดที่ 11 Mbps ผ่านคลื่นวิทยุความถี่ 2.4 GHz (เป็นย่านความถี่ที่เรียกว่า ISM (Industrial Scientific and Medical) ซึ่งถูกจัดสรรไว้อย่างสากลสำหรับการใช้งานอย่างสาธารณะด้านวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรม และการแพทย์ โดยอุปกรณ์ที่ใช้ความถี่ย่านนี้ก็เช่น IEEE 802.11, Bluetooth, โทรศัพท์ไร้สาย, และเตาไมโครเวฟ) ส่วนใหญ่แล้วอุปกรณ์ IEEE 802.11 WLAN ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันจะเป็นอุปกรณ์ตามมาตรฐาน IEEE 802.11b นี้และใช้เครื่องหมายการค้าที่รู้จักกันดีในนาม Wi-Fi ซึ่งเครื่องหมายการค้าดังกล่าวถูกกำหนดขึ้นโดยสมาคม WECA (Wireless Ethernet Compatability Alliance)

IEEE 802.11g
IEEE 802.11g ได้ใช้นำเทคโนโลยี OFDM มาประยุกต์ใช้ในช่องสัญญาณวิทยุความถี่ 2.4 GHz ซึ่งอุปกรณ์ IEEE 802.11g WLAN มีความสามารถในการรับส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงสุดที่ 54 Mbps ส่วนรัศมีสัญญาณของอุปกรณ์ IEEE 802.11g WLAN จะอยู่ระหว่างรัศมีสัญญาณของอุปกรณ์ IEEE 802.11a และ IEEE 802.11b เนื่องจากความถี่ 2.4 GHz เป็นย่านความถี่สาธารณะสากล อีกทั้งอุปกรณ์ IEEE 802.11g WLAN สามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์ IEEE 802.11b WLAN ได้ (backward-compatible) ดังนั้นจึงมีแนวโน้มสูงว่าอุปกรณ์ IEEE 802.11g WLAN จะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายหากมีราคาไม่แพงจนเกินไป
 
IEEE 802.11n
เป็นมาตรฐานของผลิตภัณฑ์เครือข่ายไร้สายที่คาดหมายกันว่า จะเข้ามาแทนที่มาตรฐาน IEEE 802.11a, IEEE 802.11b และ IEEE 802.11g ที่ใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน โดยให้อัตราความเร็วในการรับส่งข้อมูลในระดับ 100 เมกะบิตต่อวินาที  
 
ที่มา :http://www.thaicert.nectec.or.th/paper/wireless/IEEE80211_1.php
           

วันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

วิชา ฐานข้อมูลเบื้องต้น

แบบฝึกหัดท้ายบทที่  1

1.จงสรุปแนวคิดในการจัดการข้อมูลจากอดีตถึงปัจจุบัน
  1. ระบบจัดการฐานข้อมูลหรือดีบีเอ็มเอส คือ ซอฟต์แวร์ที่ใช้จัดการฐานข้อมูล ทำหน้าที่เกี่ยวกับการนิยามข้อมูล การจัดการข้อมูล การดูแลความปลอดภัยและความถูกต้องของข้อมูล การฟื้นสภาพข้อมูลและควบคุมภาวะพร้อมกัน การจัดทำพจนานุกรมข้อมูล
  2. ระบบจัดการฐานข้อมูลมีประโยชน์ต่อฐานข้อมูลดังนี้ คือ ความเป็นอิสระของข้อมูล ความปลอดภัยของข้อมูล การกำหนดสิทธิในการใช้ข้อมูล การฟื้นสภาพข้อมูลอัตโนมัติเมื่อระบบเกิดความเสียหาย การดูแลผู้ใช้หลายคนให้สามารถทำงานพร้อมกัน การใช้ข้อมูลร่วมกัน และการควบคุมความถูกต้องของข้อมูล
  3. ระบบจัดการฐานข้อมูลมีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ ส่วนการจัดการฐานข้อมูล ส่วนประมวลผลสอบถาม ส่วนแปลภาษานิยามข้อมูล และส่วนรหัสออบเจกต์ของโปรแกรมประยุกต์
  4. ภาษาหลักที่ใช้ในระบบจัดการฐานข้อมูล คือ ภาษานิยามข้อมูลและภาษาจัดการข้อมูล ภาษานิยามข้อมูลใช้สำหรับกำหนดโครงสร้างฐานข้อมูล ภาษาจัดการข้อมูลใช้สำหรับสอบถามข้อมูลเพิ่มข้อมูล ลบข้อมูล เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูลที่อยู่ในฐานข้อมูล เกณฑ์หลักที่ใช้ในการจำแนกประเภทของระบบจัดการฐานข้อมูล คือ แบบจำลองข้อมูล
  5. สถาปัตยกรรมไคลเอ็นต์เซอร์ฟเวอร์มี 2 ส่วนที่สำคัญ คือ เซอร์ฟเวอร์หรือแบ็กเอนด์หรือเครื่องให้บริการ และไคลเอ็นต์หรือฟรอนเอนด์หรือเครื่องใช้บริการ โดยเครื่องให้บริการฐานข้อมูลจะต้องมีระบบจัดการฐานข้อมูลอยู่ที่เครื่องเซอร์ฟเวอร์ การใช้งานฐานข้อมูลแบบไคลเอ็นต์เซอร์ฟเวอร์มี 3 ลักษณะ คือ ไคล์เอ็นต์เซอร์ฟเวอร์แบบเอสคิวแอล ไคลเอ็นต์เซอร์ฟเวอร์แบบเมสเซส และไคลเอ็นต์เซอร์ฟเวอร์แบบ 3 ระดับชั้น

2.  โครงสร้างข้อมูลของแฟ้มข้อมูลประกอบด้วยอะไรบ้าง จงอธิบาย

           -  บิต  (bit)  :  ประกอบด้วยเลขฐานสอง  ใช้แทนค่าหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลคอมพิวเตอร์  โดยหน่วยที่จะใช้มีค่า  0  และ  1  เท่านั้น
         -  ไบต์  (byte)  :  การนำเอาหลายๆบิตมาเรียงต่อกัน  เช่น  1  ไบต์ มี  8  บิต  ก็คือการนำเอาเลข  1  กับ  0  มาเรียงต่อกัน  8  ตัวจนครบ  1  ไบต์เพื่อให้ได้อักขระหนึ่งตัว
         -  ฟิลด์  (field)  :  การนำเอาขักขระตั้งแต่หนึ่งตัวขึ้นไปมารวมกันเพื่อให้เกิดความหมาย  เช่น  ฟิลด์  std_name  ใช้เก็บข้อมูลนักศึกษา
         -  เรคอร์ด  (record)  :  กลุ่มของฟิลด์ที่สัมพันธ์กัน  ใน  1  เรคคอร์ดประกอบด้วยฟิลด์ต่างๆ
 
         -  ไฟล์  (file)  :  กลุ่มของเรคคอร์ดที่สัมพันธ์กัน  เช่น  แฟ้มประวัตินักศึกษา จะประกอบด้วยเรคคอร์ดของนักศึกษาทั้งหมดในมหาวิทยาลัย
         -  Database  :  การรวมกันของหลาย  files

3.    การเก็บข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูลมีข้อจำกัดอย่างไร จงอธิบาย
1 เกิดความซ้ำซ้อนของข้อมูล(data redundancy) เนื่องจากแต่ละฝ่ายมีแฟ้มข้อมูลของตนเอง คือ ข้อมูลชุดเดียวกันมีการจัดเก็บในแฟ้มข้อมูลที่ต่างกัน หรือข้อมูลชุดเดียวกันถูกจัดเก็บอยู่ในสองแฟ้มข้อมูลหรือมากกว่า ซึ่งจะทำให้เป็นการสิ้นเปลืองเนื้อที่และแรงงานในการจัดเก็บข้อมูลที่ซ้ำซ้อนนั้น
2 ลำบากต่อการแก้ไข (updating difficulties) ความซ้ำซ้อนของข้อมูลจะทำให้ยากต่อการแก้ไขข้อมูลเหล่านั้น เนื่องจากถ้ามีข้อมูลใดเปลี่ยนแปลงจะต้องทำการเปลี่ยนแปลงข้อมูลทุกแฟ้มข้อมูลที่มีข้อมูลซ้ำกันทั้งหมด ทำให้อาจเกิดข้อผิดพลาดได้ และเกิดความสับสนหากข้อมูลในแต่ละแฟ้มข้อมูลไม่ตรงกัน รวมทั้งสิ้นเปลืองแรงงานในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูลที่ซ้ำซ้อนนั้นด้วย
3 เกิดความขัดแย้งของข้อมูล (data inconsistency) เป็นปัญหาที่มีเกิดจากการจัดเก็บข้อมูลที่ซ้ำซ้อน เนื่องจากการจัดเก็บข้อมูลชุดเดียวกันในหลายแฟ้มข้อมูล อาจทำให้ข้อมูลชุดเดียวกันมีค่าที่แตกต่างกันได้ในแต่ละแฟ้มข้อมูล ถ้ามีการแก้ไขปรับปรุงข้อมูลไม่ครบถ้วน ซึ่งทำให้ไม่ทราบว่าข้อมูลชุดใดคือข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด
4 เกิดการผูกติดกับข้อมูล (data dependence) เมื่อโปรแกรมได้ถูกพัฒนาสำหรับใช้กับแฟ้มข้อมูลใดโดยเฉพาะ จะทำให้เกิดการผูกติดกันกับรูปแบบของข้อมูล กล่าวคือ ถ้าโปรแกรมหรือรูปแบบข้อมูลฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเกิดการเปลี่ยนแปลง จะทำให้อีกฝ่ายต้องมีการแก้ไขด้วย ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนในการพัฒนาโปรแกรม
5 การกระจัดกระจายของข้อมูล (data dispersion) ถ้าข้อมูลถูกจัดเก็บอยู่ในแหล่งต่าง ๆ อย่างกระจัดกระจายและไม่เป็นระบบ โดยมีโครงสร้างและรูปแบบของข้อมูลผูกติดอยู่กับโปรแกรมที่ใช้งานข้อมูลเหล่านั้น จะทำให้เกิดความยากในการใช้ข้อมูลร่วมกันของโปรแกรมอื่น เนื่องจากต้องมีการพัฒนาโปรแกรมใหม่เพื่อให้ใช้รูปแบบข้อมูลที่แตกต่างกันได้
6 การใช้ประโยชน์จากข้อมูลลดลง (underutilization of data) เนื่องจากต้องมีการพัฒนาโปรแกรมโดยเฉพาะสำหรับการใช้งานข้อมูลเพื่องานนั้นๆ โดยไม่สามารถใช้โปรแกรมเดิมที่ใช้งานอยู่ได้ ทำให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ยาก และปฏิเสธที่จะใช้งานในที่สุด

 4.      ฐานข้อมูลคืออะไร และแยกตัวอย่างฐานข้อมูลที่นักศึกษารู้จักมาสองระบบ

ฐานข้อมูล  คือ  รายละเอียดข้อมูลที่เกี่ยวข้องกัน  ซึ่งจะถูกนำมาใช้งานในด้านต่างๆ  โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกจัดเก็บไว้ให้เป็นศูนย์กลางอย่างมีระบบ  ซึ่งสามารถเรียกใช้งานรวมกันได้  เพื่อประโยชน์ในการจัดการและการเรียกใช้ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ  เช่น  ฐานข้อมูลการสั่งซื้อสินค้าและฐานข้อมูลลูกค้า

5.      ฐานข้อมูลช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับการเก็บข้อมูลในแฟ้มข้อมูลอย่างไร

      1. ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล
          2. รักษาความถูกต้องของข้อมูล
          3. มีความเป็นอิสระของข้อมูล
          4. มีความปลอดภัยของข้อมูลสูง
          5. ใช้ข้อมูลร่วมกันโดยมีการควบคุมจากศูนย์กลาง
          6. หลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูลได้
 
    6. ระบบจัดการ ฐานข้อมูล (DBMS) คืออะไร มีส่วนสำคัญต่อฐานข้อมูลอย่างไร
        
          ระบบจัดการฐานข้อมูล (Database Management System) หรือที่เรียกว่า ดีบีเอ็มเอส (DBMS) เป็นกลุ่มโปรแกรมที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในระบบติดต่อระหว่างผู้ใช้กับฐานข้อมูล เพื่อจัดการและควบคุมความถูกต้อง ความซ้ำซ้อน และความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลต่างๆ ภายในฐานข้อมูล ซึ่งต่างจากระบบแฟ้มข้อมูลที่หน้าที่เหล่านี้จะเป็นหน้าที่ของโปรแกรมเมอร์ ในการติดต่อกับข้อมูลในฐานข้อมูลไม่ว่าจะด้วยการใช้คำสั่งในกลุ่มดีเอ็มแอล (DML) หรือ ดีดีแอล (DDL) หรือจะด้วยโปรแกรมต่างๆ ทุกคำสั่งที่ใช้กระทำกับข้อมูลจะถูกดีบีเอ็มเอสนำมาแปล (คอมไพล์) เป็นการปฏิบัติการ (Operation) ต่างๆ ภายใต้คำสั่งนั้นๆ เพื่อนำไปกระทำกับตัวข้อมูลภายในฐานข้อมูลต่อไป สำหรับส่วนการทำงานตางๆ ภายในดีบีเอ็มเอสที่ทำหน้าที่แปลคำสั่งไปเป็นการปฏิบัติการต่างๆ กับข้อมูลนั้น
                              มีส่วนสำคัญต่อฐานข้อมูลดังต่อไปนี้ 
 แปลงคำสั่งที่ใช้จัดการกับข้อมูลภายในฐานข้อมูล ให้อยู่ในรูปแบบที่ฐานข้อมูลเข้าใจ
นำคำสั่งต่าง ๆ ซึ่งได้รับการแปลแล้ว ไปสั่งให้ฐานข้อมูลทำงาน เช่น การเรียกใช้ (Retrieve) จัดเก็บ (Update) ลบ (Delete) เพิ่มข้อมูล (Add)
ป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับข้อมูลภายในฐานข้อมูล โดยจะคอยตรวจสอบว่าคำสั่งใดที่สามารถทำงานได้ และคำสั่งใดที่ไม่สามารถทำงานได้
รักษาความสัมพันธ์ของข้อมูลภายในฐานข้อมูลให้มีความถูกต้องอยู่เสมอ
-เก็บรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลภายในฐานข้อมูลไว้ในพจนานุกรมข้อมูล (Data Dictionary) ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้มักจะถูกเรียกว่า เมทาดาตา (MetaData) ซึ่งหมายถึง "ข้อมูลของข้อมูล"
- ควบคุมให้ฐานข้อมูลทำงานได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพได้
- ควบคุมสถานะภาพของคอมพิวเตอร์ในการแปลสภาพฐาน
7.      ยกตัวอย่าง ฐานข้อมูลกับการดำเนินชีวิตประจำวัน
     
ฐานข้อมูลกับการดำเนินชีวิตประจำวัน  คือ 
1.  การลงทะเบียนนักศึกษา
2.  การใช้บริการธนาคาร
3.  การใช้บริการร้านเช่าหนังสือ

วันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

อุปกรณ์ทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์

ฮับ (Hub)






ฮับ หรือตัวย้ำสัญญาณ เป็นอุปกรณ์ง่ายๆ ที่เชื่อมกลุ่มผู้ใช้ไว้ด้วยกัน ฮับจะส่งต่อทุกๆ ข้อมูลไม่ว่าจะเป็นอีเมล์ เอกสาร รูปภาพ คำสั่งพิมพ์งานจากผู้ใช้ที่ส่งมาไปยังผู้ใช้อื่นๆ ทุกคนที่ต่อร่วมกันบนฮับเดียวกัน ผู้ใช้ที่ต่ออยู่บนฮับตัวเดียว หรือต่อเชื่อมต่อผ่านฮับหลายตัวก็ตาม จะแบ่งกันใช้ความจุของสายร่วมกัน นั่นหมายถึง ยิ่งมีผู้ใช้เชื่อมต่อเพิ่มมากขึ้นเท่าไร ก็ต้องแบ่งความจุ ของสายในการรับส่งข้อมูลมากขึ้น ทำให้ผู้ใช้แต่ละคนจะส่งได้ช้าลง เมื่อมีผู้ใช้เพิ่มในฮับมากขึ้น
ตัวอย่างของฮับ
  • Cisco Micro Hub Series
  • Hewlett-Packard 10BaseT Hub-16M
  • Cisco FastHub Series
  • SMC Hub Serries
  • 3Com Hub Series
  • Intel Hub Series
ตัวอย่าง

เพื่อให้เข้าใจชัดเจนขึ้นว่า ฮับช่วยระบบเครือข่าย ทางธุรกิจคุณได้อย่างไร ให้คุณนึกถึงโรงเรียน ที่มีสายโทรศัพท์เพียงสายเดียว สำหรับห้องพักครูทุกห้อง เมื่อครูในห้องพักครู ต้องการโทรไปยังอีกห้องพักครูหนึ่ง โทรศัพท์จะดังไปทุกๆ ห้อง ครูที่พักอยู่ในแต่ละห้องทุกห้อง ต้องรับโทรศัพท์แล้วฟังว่าเป็นสายของใคร และในขณะที่มีคนใช้โทรศัพท์อยู่ คนอื่นๆ จะไม่สามารถใช้โทรศัพท์ได้ในเวลานั้น ถ้าครูมาพักน้อย การวางระบบเช่นนี้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ในช่วงเวลาที่มีการใช้โทรศัพท์บ่อย การติดต่อก็จะทำให้ยาก เพราะโทรศัพท์สายไม่ว่างตลอด


ที่มา  http://www.zplus.co.th/network.html

วิชาการจัดระบบเครือข่ายและการสื่อสารข้อมูลธุรกิจด้วยคอมพิวเตอร์  ตอนเรียน A1

คำศัพท์ Network

Broadband คือ  เทคโนโลยีการส่งข้อมูลความเร็วสูงผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตด้วยเทคโนโลยีบรอดแบนด์  จะทำให้การท่องโลกอินเตอร์เน็ตมีชีวิตชีวามากขึ้น  ด้วยประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลขนาดใหญ่  จึงทำให้ฝัของนักท่องอินเตอร์เน็ตเป็นจริง  ไม่ว่าจะเป็นการโหลดไฟล์ข้อมูลขนาดใหญ่  รูปภาพที่มีความละเอียดสูง  เล่นเกมส์ออนไลน์  แม้กระทั่งดูหนังฟังเพลงผ่านอินเตอร์เน็ตออนไลน์


High speed data tranmission technology. Through the internet with broadband technology. Will make browsing the internet . More lively performance of the large data . Makeing the internet surfer's dream come true. Whether to download large data files. Pictures with high resolution . Game online or even watching movie listen to music through the internet.

upload คือ การโอนถ่ายข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้อยู่ไปเก็บยังเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ปลายทางโดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์  เช่น  เมื่อผู้ใช้ซีพีเชื่อมต่อโมเดมเรียกไปยังโฮสท์หลัก


Transfer data from Computer use to keep a computer at another destination . Through computer networks, such as when people use a modem to connect a PC to host.